SAPHA Caffee UTCC Registrar
home/news
"
»» มุมทั่วไป  
เดล็ดลับ "จำกัด" จุดอ่อน    

12 พฤติกรรม กับดักร้าย ที่พึงระวังในการทำงาน ทำไมคนดีมีความสามารถ จึงไม่มีโอกาสพบกับความสำเร็จ? น่าคิด ..น่าคิด....! ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมอุดมศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมจิต วิทยาทาง ธุรกิจ เล่าให้ฟังในงานสัมมนาที่จัดขึ้นโดยสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติในหัวข้อ "Maximum Success" ถึงสาเหตุทางบุคลิก ภาพที่เป็นอุปสรรค ทำให้คนที่มีความสามารถส่วนใหญ่ก้าวไปไม่ถึงดวงดาวดั่งที่ตั้งใจไว ้ไม่ว่าคน เราจะเก่งแค่ไหนนั้น ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญ ตราบใดที่คุณยังมีจุดอ่อนในตนเอง คุณต้องรีบ "จำกัด" จุดอ่อนหรือ ลด พฤติกรรม ที่จะเป็นอุปสรรค ต่อความก้าวหน้าทางธุรกิจ ดร.ประพนธ์ บอกว่าคนเราล้วนแต่มีจุดอ่อนด้วยกันทั้งสิ้น ตามคติธรรมฮอตฮิต No one is perfect หากเราไม่รู้จักค้นหา "จุดอ่อน" และหาหนทาง "จำกัดจุดอ่อน ของตนเอง แต่กลับปล่อยให้เรื้อรัง "จุดอ่อน" นี้ก็จะ กลายเป็นอุปสรรค และลดโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ จนกลายเป็นบุคลิกภาพ ที่ไม่พึงประสงค์ วิธีการบริหารการจัดการ ในองค์กรก็เช่นกัน หากผู้บริหาร สามารถค้นพบ จุดอ่อน ทั้งของตนเอง และผู้ อยู่ใต้บังคับบัญชาได้ 2 แนวทางที่จะเสริม ความแข็งแกร่งให้ทีมงานได้ก็คือ

หาคนที่มี "จุดแข็ง" ในสิ่งที่ทีมงานขาด หรือเป็นจุดอ่อนของทีมงานมาเสริม และ

พยายามบอก "ตนเอง" และ "ลูกน้อง" ให้รู้ถึงจุดอ่อนของกันและกันพร้อมกับช่วยกันปรับปรุงแก้ไข โดยนำ มาตรฐานการวัดและประเมินที่ชัดเจนและปราศจากอคติส่วนตัวมาใช้ เช่น Balance Scorecard ต้องมีการกำหนดค่า KPI เป็นต้น

ขณะที่ ดร. เจมส์ วาล์ดรอบ และ ดร. ทีโมธี บัทเลอร์ นักจิตวิทยาทางธุรกิจจาก Harvard Business School ผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง 2 ท่าน ได้ทำการศึกษาและค้นพบ จุดอ่อน หรือ กับดัก และพบว่ามี 12 พฤติกรรม ที่เป็นกับดัก และอุปสรรค ขัดขวางความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน นั่นก็คือ

1.ใจไม่สู้ คนกลุ่มนี้มักชอบใช้วิธี "หนีปัญหา" มากกว่ากา ร "เผชิญหน้าสู้ปัญหา" กลัวปัญหาลึกๆ ดูภายนอก เหมือนเป็นคนมั่นใจ แต่ภายในไม่หนักแน่น และไม่มีศักยภาพที่จะรับผิดชอบงานใหญ่ๆ ทั้งยังรู้สึกว่าไม่มั่นใจและหนักใจ ในยามที่ต้องได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานใหม่ๆอยู่เสมอ นอกเหนือจากความรับผิดชอบเดิมๆ ที่เคยได้รับ

2.ดูโลกเป็นขาว - ดำ เป็นกับดักพฤติกรรม ที่มักเกิดขึ้นและเป็น "จุดอ่อน" ในกลุ่มนักวิชาการและกลุ่มที่มีการศึกษา ระดับสูง ซึ่งสมองจะเต็มไปด้วยเรื่องของความถูกผิด กฎ กติกา จึงมักถูกเรียกว่า "ไม่ผิดก็ถูก" และมีแนวโน้มความขัด แย้งกันเองสูง

เพราะต่างคนต่างก็มีเหตุผลและมั่นใจในเหตุผลของตนเอง จึงไม่ค่อยประนีประนอมและไม่ชอบตกเป็นฝ่ายแพ้ ทำให้การแก้ปัญหาในองค์กรของคนกลุ่มนี้มักไม่ประสบความสำเร็จ ดร.ประพนธ์ บอกว่า วิธีแก้ไข จุดอ่อน ข้อนี้ ก็คือ การเปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น รวมถึงการแบ่งปันทัศนคติและความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

"ต้องยืดหยุ่น ต้องใช้ทั้ง Head และ Heart หากต่างฝ่ายต่างเอาเหตุผลมาสู้กันเอาผิดเอาถูกสถานเดียวบรรยากาศการ ทำงาน จะตึงเครียดและตกอยู่ในสภาพของ Win-Lose หรือ แพ้ชนะตลอด"

3.ทำอย่างไม่บันยะบันยัง ข้อนี้ถือเป็น จุดอ่อน ของคนทำงานแบบ "หามรุ่งห้ามค่ำ" เป็นพวกบ้างาน

(Workaholic) ประเภท "ข้ามาทำงานคนแรกกลับบ้านคนสุดท้าย"

สาเหตุที่ทำให้คนกลุ่มนี้มีทัศนคติในการทำงานเช่นนี้ มาจากความต้องการที่จะแสดงออกว่าเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง ต้องการสร้างภาพความเป็น "ยอดมนุษย์" หรือ Mr.Perfect "คนกลุ่มนี้ ต้องการแสดงออกว่า ตนเองมีความรับผิดชอบสูง และคาดหวังในตนเองและผู้อื่นค่อนข้างสูง ขณะเดียวกัน การทำงานอย่างไม่บันยะบันยังของเขา ก็อาจจะได้รับหรือไม่ได้ รับผลตอบแทนอย่างที่เขาได้ตั้งใจในตอนเแรกก็เป็นไปได้ "กับดัก" ของการทำงานอย่างไม่บันยะบันยังนี้ มักเกิดจากความ มุ่งมั่นในการทำงานอย่างเต็มที่ แต่ขาดความสม่ำเสมอจน "หมดแรง" พูดง่ายๆ ก็คือ

การทำงานที่ไม่บันยะบันยังมักจะมาควบคู่กับการขาดความต่อเนื่องไปไม่ได้ตลอดรอดฝั่งเนื่องจากตนเองเกิด ภาวะ "ฟิวส์ขาด" หรือขาดความอดทนต่อการรอคอย" คนพวกนี้ชอบทำอะไรสุดโต่งคือเหมือนตั้งใจทำอะไรมากๆ ทุ่มสุดๆ แต่พอมันไม่ได้ให้ผลตอบแทนตามที่ตั้งใจไว้ก็จะหยุดทำมันเสียเฉยๆ เลยไม่คิดจะลองที่จะใช้ความพยายามต่อ"

4.หวังแต่เลี่ยงความขัดแย้ง คนกลุ่มนี้เต็มไปด้วยเพื่อนฝูง พวกพ้อง จนแทบไม่มีศัตรู จัดอยู่ในประเภท " Mr.Nice Guy" หรือ "คนดีที่โลกลืม" คนกลุ่มนี้ จะต่างจากกลุ่มแรกตรงที่ "ใจไม่สู้" และมักพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทุกวิถี ทางใฝ่หา สันติภาพในการทำงานอย่างประนีประนอมตลอดเวลา "คนกลุ่มนี้ จะไม่แสดงออกและไม่บอกกล่าว แม้ว่า จะไม่เห็นด้วย หรือเห็นอะไรผิด เพราะไม่ต้องการขัดใจผู้อื่น ซึ่งกลายเป็นข้อเสียคือ การเสียโอกาสที่ดี เพราะ มัก จะเลือกที่จะยอมแพ้มากกว่าลงแข่งเพื่อชนะ" วิธีการแก้ไข ตามหลักของ ดร.ประพนธ์ ก็คือ "หาวิธีลด ความขัดแย้งให้น้อยที่สุด แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้คงต้องหันหน้ามา เผชิญกับมัน ซึ่งมันอาจจะเป็นทางออกที่ดี ในการทำงานดีกว่าการนิ่งเฉย ปล่อยให้โอกาสทองเหล่านั้นลอยลับ ไปกับตา"

5.แสดงพลัง ลุยไม่ถอย แบบ "เสี่ยสั่งลุย" แนวโน้มของคนกลุ่มนี้ มักนิยมเล่นพรรคเล่นพวกเพื่อแสดง ศักยภาพทาง อิทธิพลมากกว่าแสดงความสามารถในการทำงาน และขาดความประนีประนอม มองทุกอย่างเป็นแพ้ - ชนะ

6.นิยมการต่อต้าน พาลหาเรื่อง บุคลิกภาพของคนกลุ่มนี้ ชอบขุดหลุมสร้าง "กับดัก" การทำงานให้กับตนเองชอบ สร้าง ความขัดแย้ง มีความคิดความอ่านแบบสวนกระแสและไร้เหตุผล ก้าวร้าวในทางลบ ชอบแสดงอาการการไม่เห็น ด้วยแบบ "แข็งข้อ" กล้าแสดงออกเกินขอบเขต ใครที่มีสมาชิกในทีมงานเป็นแบบนี้ก็อาจจะหนักใจหน่อย...!

7.ชอบฝันเฟื่อง หวังฟลุ้ค พวกนี้เหมาะที่จะเล่นการพนันหรือเป็น "นักเสี่ยงโชค" มากกว่าที่จะมาทำงานกินเงินเดือนจาก นายจ้าง ส่วนใหญ่คนประเภทนี้ มักมองแต่ "ผลลัพธ์" มาเป็นอันดับแรก ทะเยอทะยาน มองการณ์ไกลมากจนกระทั่ง มองข้ามสิ่งดีๆที่อยู่ตรงหน้า หรือไม่ก็ลืมคิดถึงอนาคตอันใกล้จนไม่ยอมลงมือทำอะไรเลย

8.ทุกข์กังวล กลัวจนเกินเหตุ คนกลุ่มนี้เข้าประเภท ย่ำอยู่กับที่ และวิตกกังวลมากเกินไป เพราะมัวแต่กลัวใปว่า "ผลลัพธ์" ที่จะออกมา จะสร้างความอับอายให้กับตัวเอง จึงมักยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ ไม่ชอบออกนอกกรอบ ไม่กล้า เผชิญกับความ ไม่แน่นอน มองโลกในแง่ลบ และ กลัวการเปลี่ยนแปลงเป็นที่สุด วิธีแก้ก็คือ เปลี่ยนความคิดใหม่ ทุกปัญหามีทางออก และเตรียมทางออกให้กับปัญหาที่จะเกิดขึ้น ดีกว่าที่จะมา นั่งกังวล

9.ใจด้านชา ไร้ความรู้สึก หรือ "พวกเย็นชา" ไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งรอบตัว เก็บงำความรู้สึกแต่จะแสดงออกอย่างตรง ไป ตรงมาและแสดงความคิดเห็นออกมาอย่างเด่นชัดเมื่อไม่เห็นด้วยหรือไม่ยอมรับ เพราะมีพื้นฐานทางความคิดที่ว่า "ทุกคนมี สิทธิเท่าเทียมกัน" คนกลุ่มนี้ จะมีความเป็นผู้นำและเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง ขณะเดียวกันเวลาทำงาน พวกเขามักจะ คำนึงถึงเรื่องของสมองและความคิด(Head) มากกว่าจิตใจ (Head) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัฒนธรรมการทำงาน ในองค์กรตะวันตก แต่จะเห็นได้ยากในองค์กรแบบตะวันออก "ผลการสำรวจความคิดเห็นของพนักงานที่ต้องร่วมงานกับ ต่างชาติระบุว่า ฝรั่งไม่ค่อยเกรงใจ และตรงไปตรงมาจนคนไทยรู้สึกว่า คนพวกนี้เย็นชา ไร้ความรู้สึก แต่จริงๆแล้วมันเป็น วัฒนธรรมการทำงาน ใช้ผลงานเป็นตัวหลักและไม่ค่อยประนีประนอม"

10. คิดว่า "งาน" ไม่คู่ควรกับตน คนกลุ่มนี้มักจะมีความคิดว่า งานไม่คู่ควรกับตนและชอบที่จะ "ผลักงาน" ไม่ว่าจะเป็น "งานเล็ก" หรือ "งานใหญ่" ให้ผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะคิดว่า ไม่ควรจะรับผิดชอบโดยเฉพาะงานที่เป็น Grey area เพราะจะ เสียแรง เสียเวลา แถมผลงานยังไม่เข้าตากรรมการตามภาษิตที่ว่า "งานเล็กไม่ งานใหญ่ต้องเรา" "คนกลุ่มนี้มีความคิด ก้าวหน้า อยากเป็นใหญ่เป็นโตอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ยอมลงทุนลงแรงเหมือนคนคิดการใหญ่แต่ไม่ลงมือทำอะไรเล็กๆ ไม่ยอมเหนื่อย"

ดร.ประพนธ์ บอกว่า "การพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพ มีอยู่ 3 ระดับ คือ Hand การใช้ทักษะ
ฝึกปรือจน ชำนาญ การ Head การใช้สมองตัดสินใจ ใช้ความรู้รวมไปถึงการพัฒนาความคิดความอ่าน และทักษะสุด ท้ายที่พัฒนา ยากที่สุดก็คือ Heart หรือการทำงานด้วยจิตใจทำงานอย่างมีความสุขไม่เบียดเบียน และเอา เปรียบเพื่อนร่วมงาน"

11.ด่วนปากไว ไม่เข้าใจในขอบเขต กลุ่มนี้เข้าข่าย "ปลาหมอตายเพราะปาก" เพราะพูดแบบไม่ยั้งคิดและขาดการไตร่ ตรอง คนปากไว มักพลาดพลั้งจนไม่รู้ขอบเขตเพราะมักจะพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว ผลก็คือ "ตกม้าตาย" เพราะความไม่เข้า ใจวัฒนธรรมองค์กร กลายเป็นผลเสียต่อตัวเอง

12.ไม่มีทิศทางในการทำงาน คนกลุ่มนี้ ไม่มีสูตรสำเร็จการทำงาน และไม่เคยกำหนดเป้าหมายการทำงานชอบออก นอกลู่นอกทางอยู่เสมอ ทั้งยังไม่มั่นใจว่างานที่ทำอยู่นั้น มาถูกทางหรือไม่ ? เพราะไม่เคยวาง และกำหนดแผนการ ทำงาน วิธีแก้ ก็คือ หมั่นฝึกฝนตนเองทั้งในด้านการวางกลยุทธ์ การตั้งเป้าหมายการทำงาน ไม่เช่นนั้นเขาจะมัวเพลิด เพลินกับการทำงานแบบวัน-ต่อ-วัน และชินกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า คิดการณ์ไกล การทำงานในลักษณะนี้ มี ข้อดี ที่มีความ ยืดหยุ่น แต่ ข้อเสีย ก็คือ ความผิดพลาดในการทำงาน โดยไม่สามารถกำหนดแผนการทำงานได้ นี่คือ กับดักพฤติกรรมที่ ควร ปรับปรุง เพื่อการทำงานอย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพ

ดร.ประพนธ์ บอกว่า ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ในการทำงาน และการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น เพียงแต่เราต้องรู้จักค้นหาตน เอง เพื่อที่จะได้รู้ "จุดอ่อน" ของตนเองเพื่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและผู้อื่นในอนาคต "มันไม่มีใครที่ เกิดมาสมบูรณ์แบบเพียงแต่เราต้องรู้จักปรุงแต่งตัวเอง คล้ายๆกับวิธีการปรุงอาหารซึ่งมันต้องประกอบไปด้วย ส่วนผสมที่แตกต่างกัน เครื่องเทศที่แตกต่าง อะไรที่มันมากไปมันก็ไม่ดี อะไรที่มันน้อยไปมันก็ไม่เข้าท่า เรา ต้องคิดสูตร พัฒนาอาหารมันขึ้นเองฝีมือปรุงอาหารของเราถึงจะออกมาอร่อย"

ที่มา...หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

home/news
Page
1
2