SAPHA Caffee UTCC Registrar
home/news
"
»» มุมแห่งธรรม  
รักษาจิตให้แจ่มใสด้วยการภาวนา
เวลาที่เราอยู่ในสมาธินั้น ทั้งร่างกายและจิตใจของเราสามารถที่จะอยู่ในสภาวะสงบและผ่อนคลายเต็มที่ แต่สภาวะแบบนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง จากสภาวะจิตที่อยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นขณะที่เราเคลิ้ม ๆ เพราะนั่นเป็นเหมือนเรานั่งอยู่ในถ้ำมืดมากกว่า การนั่งสมาธิซึ่งทำให้เรามีสติสมบูรณ์นั้น เราไม่เพียงแต่ได้พักผ่อนและมีความสุขเท่านั้น หากยังทำให้จิตของเราว่องไวและเบิกบาน ตื่นอยู่เสมอ การภาวนาไม่ใช่การหนีโลก หากแต่เป็นการเผชิญกับความเป็นจริงของโลกด้วยจิตที่แจ่มใสเยือกเย็นต่างหาก ผู้บำเพ็ญสมาธิ เจริญสติทั้งหลายควรจะตื่นอยู่เสมอ เพราะถ้าหากไม่ตื่นอยู่เสมอ จิตก็จะตกอยู่ในภาวะฟุ้งซ่านและขี้หลงขี้ลืมไป เหมือนคนขับรถ ซึ่งถ้าไม่ตื่นอยู่เสมอก็ประสบอุบัติเหตุถึงชีวิตได้ง่าย ๆ เธอควรจะตื่นเหมือนคนที่กำลังเดินอยู่บนไม้คานในที่สูง หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียวก็หมายถึงความตาย เธอควรจะเป็นเหมือนอัศวินในยุคศักดินาผู้เดินมือเปล่าฝ่าเข้าไปในดงดาบ เธอควรจะเป็นเหมือนราชสีห์ที่ก้าวไปข้างหน้าช้า ๆ ทีละก้าว ๆ อย่างสุภาพ แต่มั่นคงองอาจ เธอต้องอยู่กับความไม่ประมาทชนิดนี้เท่านั้น เธอจึงจะมีโอกาสเข้าถึงภาวะของการเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อันสมบูรณ์
ทำจิตใจให้แ่จ่มใส

                    สำหรับผู้หัดใหม่ ควรใช้วิธีสังเกตตามรู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ โดยไม่ต้องให้คุณค่า ดังที่ครูได้กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าเราจะมีความรู้สึกเมตตากรุณาหรือพยาบาทโกรธเคือง เราต้องรับรู้ความรู้สึกนั้น ๆ อย่างเสมอภาคกัน เพราะความรู้สึกนั้น ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของเราด้วยกัน ส้มที่ครูกินก็คือตัวครูเอง กะหล่ำปลีที่ครูกำลังปลูกก็คือตัวครูด้วย ครูปลูกด้วยจิตและใจทั้งหมดของครู ครูล้างกาน้ำชาใบนี้ด้วยความเอาใจใส่ดุจว่าครูกำลังอาบน้ำให้ยุวพุทธะ ทุก ๆ สิ่งที่ควรได้รับการปฏิบัติจากเราด้วยความระมัดระวังเท่า ๆ กัน ไม่มากไม่น้อยกว่ากัน ในสภาวะที่สติสมบูรณ์ ความเมตตา ความโกรธเกลียด ต้นกะหล่ำปลีและกาน้ำชา ล้วนเป็นธรรมะเหมือนกันหมด ล้วนเป็นพุทธะเหมือนกันหมด
วิธีการสังเกตและตามรู้เท่าทันเฉย ๆ อาจจะยาก ถ้าหากเรากำลังถูกครอบงำด้วยความโศกเศร้า ความวิตกกังวล ความเกลียด และความลุ่มหลง ฯลฯ ในกรณีนี้ให้หันกลับมาใช้วิธีการภาวนา โดยใช้วัตถุเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง และที่ดีที่สุดก็คือ ใช้อารมณ์ของจิตที่เป็นจริงในขณะนั้นแหละเป็นวัตถุของการภาวนา การภาวนานี้จะรักษาเยียวยาจิตของเราให้แจ่มใส ความโศกเศร้า ความวิตกกังวล ความเกลียดชังหรือความหลง จะหนีหายไปเองตามธรรมชาติ เมื่อถูกเพ่งด้วยสมาธิและการภาวนาของเรา การหนีหายไปนี้จะนำจิตไปสู่ความแจ่มใสอิสระ โดยธรรมชาติของมันเองเช่นกัน ความโศกเศร้า ฯลฯ ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกขเวทนานั้น กลับถูกใช้ให้เป็นเครื่องมือปลดปล่อยตนให้พ้นทุกข์ทรมานได้ เราเรียกวิธีนี้ว่าหนามยอกเอาหนามบ่ง เราควรปฏิบัติต่อความโศก ความกังวล ความเครียด ความหลง อย่างสุภาพอ่อนน้อม ด้วยความเคารพ อย่าไปต่อต้านเขา แต่ให้อยู่กับเขาอย่างสันติ เจาะลงไปให้เห็นธรรมชาติของเขา โดยการภาวนาเรื่องความเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน ผู้ปฏิบัติธรรมที่สุขุมจะรู้จักเลือก "วัตถุ" สำหรับภาวนาที่เหมาะสมกับสถานการณ์
"วัตถุ" สำหรับภาวนา เช่น ความเป็นเหตุเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ความเมตตาตัวตน ความว่าง ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ของการภาวนา ซึ่งมีอำนาจที่จะเยียวยารักษาจิตให้แจ่มใสได้ทั้งสิ้น
แต่อย่างไรก็ตาม การภาวนาโดยอาศัย "วัตถุ" เหล่านี้ จะได้ผลสำเร็จหรือไม่อยู่กับว่าเรามีพลังทางสมาธิมากน้อยเพียงใด และเราจะได้ "พลังทางสมาธิ" นี้มาจากการเจริญสติในชีวิตประจำวันด้วยการเฝ้าสังเกตและรู้เท่าทันสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายที่กำลังดำเนินไป "วัตถุ" สำหรับการภาวนาต้องมีรากที่แท้จริงหยั่งลึกอยู่ในตัวเอง ต้องไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากการคิดคำนึงหรือการตั้งคำถามทางปรัชญา วัตถุนั้นควรเป็นเหมือนอาหารที่จะต้องหุงต้มเป็นเวลานานบนเตาในที่ร้อนแรง เราเอาอาหารใส่หม้อ ตั้งเตาแล้วจุดไฟ หม้อก็คือตัวเรา เชื้อเพลิงนั้นได้มาจากการเจริญสติต่อเนื่องกันอย่างสม่ำเสมอ ถ้าความร้อนแรงไม่พอ อาหารก็จะไม่มีสุก แต่ถ้าสุกเมื่อไรอาหารนั้นก็จะแสดงคุณภาพ ช่วยนำเราออกจากกองทุกข์ได้.

ข้อมูลจาก : ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ The Meracle of Being Awake (หน้า 63)

"ทุกอย่างเป็นตามกรรมของแต่ละคน ใครทำกรรมดี ย่อมได้รับกรรมดี"
home/news
Page
1
2